สถานการณ์ศัตรูข้าวระหว่างวันที่ 2 - 8 กรกฎาคม 2563
สรุปรายงานสถานการณ์ศัตรูข้าว กรมการข้าว ระหว่างวันที่ 2 - 8 กรกฎาคม 2563 
( รายงาน ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 )
สถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ศูนย์ติดตามและ
แก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน
2563) พบพื้นที่การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี จำนวน
428 ไร่ การระบาดคงที่จากสัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าว รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัย
พิบัติด้านการเกษตร พบพื้นที่ระบาด จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร มุกดาหาร อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว
พระนครศรีอยุธยา และนครศรีธรรมราช จำนวน 918 ไร่ การระบาดเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 4 ไร่ และจากรายงารของ
ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย พบการเกิดโรคไหม้ในแปลงนาเกษตรกรตำบลทานตะวัน เจริญเมือง สันมะเค็ด อำเภอพาน และ
ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย
สถานการณ์การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จากการรายงานของศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ข้อมูล ณ วันที่
8 กรกฎาคม 2563 พบการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดในแปลงนาเกษตรกรในตำบลผางาม อำเภอเวียงชัย
ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมพื้นที่เสียหายประมาณ 1,000 ไร่
สถานการณ์การระบาดของศัตรูข้าวชนิดอื่น จากรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ศูนย์ติดตามและแก้ไข
ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2563)
พบพื้นที่ระบาดจากการเข้าทำลายของหนอนห่อใบข้าว จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ราชบุรี และนครศรีธรรมราช
จำนวน 164 ไร่ การระบาดคงที่จากสัปดาห์ที่ผ่านมา
ข้อมูลเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟ ของศูนย์วิจัยข้าว ปทุมธานี พระนครศรี
อยุธยา ปราจีนบุรี ราชบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี (ติดตั้งกับดักแสงไฟที่จังหวัดราชบุรี และ
สุพรรณบุรี) ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี (จังหวัดลพบุรี) สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ (สุพรรณบุรี) แพร่ เชียงใหม่ (ติดตั้ง
กับดักแสงไฟที่ศูนย์วิจัยข้าว และสถานีย่อยดงหลักหมื่น) เชียงราย แม่ฮ่องสอน ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร อุบลราชธานี
นครราชสีมา กระบี่ และนครศรีธรรมราช พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟไม่ถึงระดับวิกฤติ (ระดับวิกฤติ คือ
50,000 ตัวต่อคืน)
ข้อมูลโรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายและศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี
อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 2.25) และมีรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในสัปดาห์หน้า ในช่วงวันที่ 2 – 5 ก.ค. 63 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเล
อันดามันและประเทศไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำ
บริเวณประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมี
ฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนในช่วงวันที่ 6 – 8 ก.ค. 63
มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ในขณะที่มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ ภาคตะวันออก อ่าวไทย และภาคใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง กับมีฝนตก
หนักบางแห่งข้อ ควรระวังขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก
ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
การคาดการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสัปดาห์หน้า จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยในกับดัก
แสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบ
น้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ ประกอบกับประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่สภาพ
อากาศอาจไม่มีความเหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ข้าว
พฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวของเกษตรกร การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น โดยเฉพาะในแปลงที่มีการปลูกข้าว
พันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น แปลงที่ปลูกข้าวแน่น และใส่ปุ๋ย
ไนโตรเจนในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ
ส่วนจังหวัดที่มีการรายงานพื้นที่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสัปดาห์นี้ ได้แก่ เชียงราย ราชบุรี นครปฐม และ
กาญจนบุรี ควรมีการเฝ้าติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง และสำรวจในพื้นที่ที่ปลูกข้าวอย่าง
สม่ำเสมอ ในกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณน้อยกว่า 10 ตัว/กอ หรือยังไม่เกิดการระบาด สามารถใช้เชื้อรา
บิวเวอเรียควบคุมการระบาด แต่ในกรณีเกิดการระบาด พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปริมาณ 10 ตัว/กอ หรือมากกว่า ควร
ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัด (www.ricethailand.go.th; องค์ความรู้เรื่องข้าว)
สารป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด ให้เลือกใช้ตามอายุของข้าว ได้แก่
• ข้าวหลังหว่าน ถึงอายุ 40 วัน พบตัวอ่อนระยะที่ 1-2 จำนวนมากว่า 5 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง
ได้แก่ บูโพรเฟซิน 10% ดับบลิวพี อัตรา 25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน/ไอโซโพรคาร์บ 5%/20%
ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
• ข้าวอายุ 41-60 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกัน
กำจัดแมลง ได้แก่ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10%
ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ไพมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือก
ใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
• ข้าวอายุ 61-80 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกัน
กำจัดแมลง ได้แก่ ไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10%
ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลเฟน 20% อีซี อัตรา 110 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรง หรือพบประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟในระดับที่สูงกว่าค่า
วิกฤตอย่างมาก (ค่าวิกฤต 50,000 ตัวต่อวัน) สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด คือ สาร
ไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
การคาดการณ์การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและเกษตรกรที่ทำนา ฤดูนาปี 2563 โดยเฉพาะแปลงนาที่อยู่ในระยะกล้าและระยะแตกกอ
ควรเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้กระทู้ข้าวโพดลายจุด Fall armyworm (FAW) {Spodoptera frugiperda
(J. E. Smith)} ซึ่งเป็นแมลงที่มีการระบาดในทวีปอัฟริกา และไม่เคยพบมาก่อนในประเทศไทย แต่ขณะนี้เกิดการเข้า
ทำลายของหนอนชนิดนี้ในนาข้าวของเกษตรกรจังหวัดเชียงราย ดังนั้น พื้นที่ใกล้เคียง ควรมีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะใน
พื้นที่ที่มีการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด และสภาพแปลงนามีความแห้งแล้ง
การป้องกันกำจัดหากเกิดการระบาดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (หากพบการทำลาย 20% ในข้าวโพดอ่อน
(7-60 วัน) และ 40% ในข้าวโพดต้นแก่ (60 วัน-เก็บเกี่ยวผลผลิต) ให้ดำเนินการหาวิธีป้องกันกำจัดที่เหมาะสม ดังนี้
(1) สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง
1.1 กลุ่ม 5 สารสไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร / สารสไปนีโทแรม
      (spinetoram) 25% WG อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
1.2 กลุ่ม 6 สารอีมาเมกตินเบนโซเอต (emamectin benzoate) 1.92% EC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ
      20 ลิตร / สารอีมาเมกตินเบนโซเอต (emamectin benzoate) 5% WG อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
1.3 กลุ่ม 13 สารคลอร์ฟีนาเพอร์ (chlorfenapyr) 10% SC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
1.4 กลุ่ม 22 สารอินดอกซาคาร์บ (indoxacarb) 15% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
1.5 กลุ่ม 18+5 สารเมทอกซีฟิโนไซด์+สไปนีโทแรม (methoxyfenozide + spinetoram) 30+6%
      SC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
1.6 กลุ่ม 28 สารคลอแรนทรานิลิโพรล (chlorantraniliprole) 5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 
      20 ลิตร
1.7 กลุ่ม 28 สารฟลูเบนไดอะไมด์ (flubendiamide) 20% WG อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
*** หมายเหตุ ต้องสลับกลุ่มสารทุก 30 วัน (1 รอบวงจรชีวิต) เพื่อลดความต้านทานต่อสารเคมีป้องกัน
กำจัดศัตรูพืชของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด
(2) การใช้วิธีการทางชีววิธี
2.1 ใช้สารชีวภัณฑ์ พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทูริงเจนซิส สายพันธุ์ไอซาไว หรือสายพันธุ์เคอร์สตากี้
       ชนิดผง อัตรา 40-80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4-7 วัน เมื่อพบการระบาด
2.2 ปล่อยศัตรูธรรมชาติ เช่น แตนเบียนไตรโคแกรมม่า แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต และมวนเพชฌฆาต เป็นต้น
ส่วนคำแนะนำจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการของกรมการข้าว พบสารเคมีที่มีประสิทธิภาพดี ดังนี้
1. อัตราการตายของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 100% หลังได้รับสาร 24 ชั่วโมง
1.1 สารสไปนีโทแรม (spinetoram) 25% WG อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
1.2 สารอินดอกซาคาร์บ (indoxacarb) 15% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
2. อัตราการตายของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 100% หลังได้รับสาร 72 ชั่วโมง
2.1 สารฟลูเบนไดอะไมด์ (flubendiamide) 20% WG อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
การคาดการณ์การระบาดของโรคไหม้ในสัปดาห์หน้า
โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าที่คาดว่าจะมีฝนตกมากขึ้น ทำให้สภาพอากาศมีความเหมาะสมกับการระบาด
ของโรคไหม้ ควรสำรวจติดตามในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรค เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข15 กข6
ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และแปลงนาในพื้นที่ที่สภาพ
อากาศมีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูง
ในกรณีที่พบโรคไหม้มีอาการรุนแรง หรือพบพื้นที่ใบเสียหายจากการเป็นโรคถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ในข้าวระยะกล้า
ถึงแตกกอเต็มที่ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ในข้าวระยะตั้งท้อง หรือพบแผลโรคไหม้ที่ใบธง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของ
กรมการข้าวอย่างเคร่งครัดในการควบคุมด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไอโซโปรไธโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม หรือ
ไตรไซคลาโซล (ควรใช้เฉพาะในระยะกล้าถึงแตกกอ) ตามอัตราที่ระบุ
 
 
รายงาน ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2563